เล่นชฎาจนได้เรื่อง ผีนางรำอาฆาต ตามตัวมารำขมา

 

ย้อนไปเมื่อตอนนั้นเราอยู่ป.3 เป็นช่วงที่ค่อนข้างทำใจได้กับเรื่องซิกเซ้นส์ของตัวเอง แต่ก็จะมีแอบกลัวๆบ้างเวลาที่เห็นแวบๆ เราขอแทนตัวเองว่าเม รุ่นพี่นามสมมุติว่า พี่สาว และเพื่อนของเราว่า ไอ้ที
พี่แก้วจะเป็นคนร่าเริง ชอบพูดจาตลกๆเป็นเด็กผู้หญิงที่แก่นนิดๆ และไม่ค่อยจะกลัวเรื่องผีเท่าไรเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเหมือนกับไอ้กล้า แต่กล้าจะเป็นคนไม่เชื่อแต่ก็ไม่ลบหลู่ เวลาที่มีคนชวนพี่แก้วเล่นผีถ้วยแก้วผีเหรียญพี่แก้วก็จะเล่นหมด แล้วชอบพูดท้าพูดให้ผีออกมา

มีอยู่วันนึงในช่วงเวลาพักกลางวันของโรงเรียน เราทานข้าวกลางวันเสร็จที่โรงอาหารจึงกลับมานั่งเล่นที่ห้องเรียนกับเพื่อนบางส่วน แล้วจู่ๆก็มีไอ้ทีมันเดินเข้ามาหาเราแล้วพูดว่า

“เฮ้ย ไอ้เม มีเซ้นส์ใช่ป่ะ ช่วยกุหน่อยดิ้” หลังจากที่ไอ้กล้าพูดจบเราก็เราถามมันว่า
“มีเรื่องอะไรอะไรอ่ะ? ”
ไอ้ทีมันก็เลยพาเราไปหาพี่สาวของมันซึ่งคือ สาว เรียนอยุ่ป.6 พาไปที่ตึกเรียนของเด็กโต ในโรงเรียนของเรียนจะมีถึงแค่ประถม 6 แยกเป็น ตึกอนุบาลอยู่ด้านหน้าร.ร และตรงกลางตึกของเด็กประถม 1-3 ตึกหลังคือตึกของเด็กประถม 4-6 และเป็นตึกที่มีห้องคหกรรมและห้องดนตรี ห้องเรียนจริยธรรมไว้สวดมนต์และจะมีพระเข้ามาสอน

หลังจากที่ไอ้ทีพาเรามาหาพี่สาว พี่สาวของมัน มันก็เลยบอกว่าพี่มันไม่ยอมเล่าอะไรแต่อยากพูดกับเราที่มีเซ้นส์ เราก็เลยถามพี่สาวว่า
“เรียกเรามา อยากจะคุยอะไรกับเราหรอ”

พี่สาวที่มีสภาพหวาดระแวงบางอย่าง เขาหันซ๊ายหันขวานิดหน่อยแล้วดึงแขนเราให้นั่งลงตรงโต๊ะเรียนข้างๆ และเขาก็เริ่มเปิดปากเล่าแบบกลัวๆว่า เมื่อเดือนก่อนเขามีเรียนวิชานาฏศิลป์และวันนั้นมีสอนท่ารำไทยในระหว่างที่ครูประจำวิชาออกไปเข้าห้องน้ำ

พี่สาวเขาเหลือบไปเห็น โต๊ะที่วางพวกหัวโขนและชฎาอยู่ เขาเห็นว่าชฎาที่วางบนโต๊ะนั้นสวยดีอยากจะลองสวมลองเล่นเป็นนางรำ พี่สาวจึงเดินไปหยิบชฎามาสวมบนหัวแล้วก็เริ่มรำไปมาแบบเล่นๆตลกๆให้เพื่อนๆดู แล้วก็นอนลงในท่ารำเอาหัวไถพื้นในขณะที่หัวมีชฎาสวมไว้ ไถๆบริเวณกลางห้อง และเพื่อนก็ทักว่าให้ถอดไปเก็บเถอะก่อนที่ครูจะกลับมาเห็น

พี่สาวจึงถอดแล้วเอาไปวางไว้ลวกๆที่เดิม พอเลิกเรียนก็แยกย้ายกันกลับบ้านตามปกติ ในคืนแรกพี่สาวไม่เจออะไร แต่วันถัดมาในระหว่างที่พี่สาวมาร.ร.ต้องเดินผ่านห้องนาฎศิลป์เพราะเป็นทางที่ใกล้กับห้องเรียน ประตูห้องนาฎศิลป์เป็นประตูกระจก ในขณะที่ก้าวเดินผ่านห้องนาฎศิลป์ จู่ๆก็มีเสียงดัง
ปึง!!

เสียงเหมือนกับมีคนเอามือกระแทกกับประตูห้องนาฎศิลป์ พี่สาวสะดุ้งตกใจมากจึงหันไปมองแต่ว่าในห้องนั้นกลับไม่มีใครมาทุบหรือกระแทกที่ประตูกระจกเลยแม้แต่ของแข็งก็ไม่มีปาเข้ามา พี่สาวคิดว่าตัวเองคงจะหูฝาดไปเลยเดินเข้าห้องเรียนพอเดินเข้ามาวางกระเป๋านั่งที่โต๊ะปกติ จนกระทั่งหมดวัน ในวันนั้นแม่ของพี่แก้วมาจอดรถรอรับพี่สาวและไอ้ที พี่สาวมาถึงคนสุดท้ายพอขึ้นรถมา แม่พี่สาวก็ทักว่า
“สาว สาวพาใครมาน่ะลูก?” พี่แก้วงงๆเลยถามแม่ว่า
“ใครไหน? หนูวิ่งมาคนเดียวนะแม่”
“ก็ผู้หญิงใส่ชุดนางรำไงลูก เมื่อกี้เขาเดินมากับหนูจนหนูขึ้นรถเมื่อกี้ ”

พี่สาวรู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆเลยหันไปมองด้านหลังรถแต่ว่าก็ไม่มีใครที่สวมชุดนางรำสักนิดพี่สาวเลยคิดว่าแม่คงตาฝาดไปเอง แล้วหลังจากวันนั้นทุกครั้งที่พี่สาวเดินผ่านห้องนาฎศิลป์หรือมีคาบเรียนวิชานี้ก็มักจะรู้สึกว่าเหมือนถูกใครจ้องมองตลอดเวลาเป็นความรู้สึกที่อึดอัดและกดดัน จนมาวันนึงที่พี่สาวกลับขึ้นห้องหลังจากทานข้าวกลางวันเสร็จ เห็นเพื่อนรุมที่โต๊ะพี่สาว เลยเดินมาที่โต๊ะตัวเองแล้วก็มีรอยขูดที่โต๊ะว่า

‘มาขอขมากุเดี๋ยวนี้’ เนื่องจากโต๊ะเรียนสมัยนั้นจะเป็นโต๊ะไม้ พี่สาวรู้สึกตกใจก็เลยถามเพื่อนว่ามีใครมาแกล้งรึป่าว เพื่อนๆก็ต่างบอกว่าไม่ได้แกล้ง และตัวพี่สาวเองก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องที่เอาชฎาไปเล่นในวันนั้น ก็เลยไม่ใส่ใจและยังใช้โต๊ะตัวนั้นอยู่เหมือนเดิม และก็มาถึงจุดที่พี่สาวนึกได้เรื่องที่เล่นชฏาคือในคืนวันเสาร์พี่สาวกำลังนอนอยู่ในห้องโดยเป็นเตียงสองชั้นพี่สาวนอนเตียงล่างไอ้ทีนอนเตียงบน

วันนั้นไอ้ทียังไม่เข้ามานอนยังนั่งดูทีววีกับแม่ จู่ๆพี่สาวก็ได้ยินเสียงดนตรีไทยเล่นคล้อยผ่านหูขึ้นมาเบาๆและบวกกับได้ยินเสียงคนย่ำเท้าไปมาในห้องรู้สึกรำคาญนิดหน่อยเลยลืมตามาดูปรากฏว่าเป็น ผู้หญิงสวมชุดไทยมีชฎาสวมหัวอยู่และเป็นชฎาอันเดียวกับที่พี่สาวเคยเอาไปเล่น ผู้หญิงคนนั้นรำอยุ่ไม่ห่างจากเตียงพี่สาวมากนักแต่จะรำหันหลังให้ตลอด พอพี่สาวกระพริบตาเพื่อดูให้ชัดๆอีกทีก็หายไปซะแล้ว พี่สาวจึงลุกขึ้นนั่งมองหารอบๆห้องแต่ก็ไม่มีอะไร แล้วก็มีมือเอื้อมลงมาจากเตียงด้านบนลงมาจับขอบเป็นมือสีขาวซีดๆที่นิ้วสวมเล็บฟ้อนรำไว้

“จะไม่ขอขมากูดีๆใช่ไหม!!!” จู่ใบหน้าของผู้หญิงที่สวมชฎาคนนั้นห้อยหัวโผล่ลงมาจากเตียงด้านบนห่างจากหน้าของพี่สาวไม่กี่เซน แววตาอาฆาตอย่างรุนแรง น้ำเสียงเกรี้ยวกร้าดตะคอกลั่น ทำให้พี่สาวรู้สึกกลัวมากจึงแหกปากร้องกริ้ดๆถอยตัวไปขดด้านในสุดของเตียงชิดผนัง จนแม่และไอ้ทีวิ่งเปิดประตูเข้ามาหา พี่สาวก็ร้องไห้แหกปากไม่หยุดรู้สึกขวัญเสียมาก จนแม่ต้องมาปลอบ พี่สาวเลยขอไปนอนกับแม่ พอมาตอนเช้าไอ้ทีก็เลยถามว่าเมื่อคืนเป็นอะไร ทีแรกพี่สาวไม่ยอมเล่าจนไอ้ทีถามว่า
“โดนผีหลอกอ่อ่” พี่สาวชะงักไปสักครู่แล้วยอมเปิดปากเล่าให้ไอ้ทีฟังว่าไปเอาชฎาในห้องนาฎศิลป์มาสวมเล่น และเห็นผู้หญิงสวมชุดนางรำมาหาเมื่อคืนไม่รู้จะไปขอขมายังไงดี ไอ้ทีมันก็เลยนึกถึงเราขึ้นมา
[เพราะเคยไปผจญโชคด้วยกันมาแล้วครั้งนึง เป็นเรื่องที่เคยไปท้าผี ถ้ามีโอกาสจะเอามาเล่าให้ฟังนะค่ะ ตอนเด็กจะต้องมีช่วงที่ชอบไปลองท้าผีเจอมั้งไม่เจอมั้งแต่ส่วนใหญ่พาเราไปจะเจอดีแทบทุกครั้ง 55555555555555]

ไอ้ทีมันก็เลยบอกพี่สาวว่าจะลองถามเพื่อนคนนึงให้ดู (เรานั้นแหละ555) ค่อนข้างมีเซ้นส์ อาจจะช่วยได้ หลังจากที่พี่สาวเล่าเรื่องทั้งหมดให้เราฟัง เราก็คิดขึ้นมาหน่อยๆว่ามันคงไม่ง่าย และเราก็เป็นแค่เด็กป.3คงทำอะไรไม่ได้มาก เราก็เลยถามพี่สาวว่าลองเล่าให้แม่ฟังยังเขาอาจจะช่วยได้นะ เรื่องแบบนี้ให้ผู้ใหญ่ช่วยจะดีกว่าเพราะพวกหัวโขนพวกชฎามันเป็นของมีครู เอาไปเล่นแบบนั้นมันเป็นการลบหลู่แล้วที่พี่สาวทำนี้ลบหลู่มากๆ พี่สาวก็ส่ายหน้าลูกเดียวเลยว่าจะไม่บอกแม่ กลัวแม่โกธรกลัวแม่จะไม่เชื่อ เราก็เลยถามว่า
“แล้วจะให้หนูช่วยอะไรล่ะ” พี่สาวเลยบอกว่า
“เมช่วยไปคุยให้พี่หน่อยว่าขอขมาเนี่ยต้องขอยังไง ต้องทำอะไรบ้าง”
เราก็เลยแบบโอเคๆแค่คุยสินะไม่ได้ไปทำอะไรเรื่องขอขมาเขาต้องทำเอง ก็เลยไปที่ห้องนาฎศิลป์กันไปกับไอ้ที พี่สาว และเรา สามคน พอไปถึงเราก็เข้าไปนั่งคุกเข่าตรงโต๊ะที่วางพวกหัวโขน เลยเอ่ยปากถามไปตรงๆว่า
“หากให้ขอขมาแล้ว ให้พี่สาวทำอะไรตอนนี้พี่เขากลัว”
จากนั้นเราก็รู้สึกว่ามีคนมากระซิบที่ข้างหูว่า
‘ให้มันรำให้กู….’

เราก็เลยหันไปบอกพี่สาวว่าเขาอยากให้พี่รำขอขมา พี่สาวก็ส่ายหน้าแบบไม่เอาไม่รำกลัว ให้เรารำแทนให้หน่อย เราก็แบบเฮ้ย เราไม่ใช่คนทำนะจะให้เรามารำแทนได้ไง พี่สาวก็ขอร้องเราอยุ่นานว่าช่วยรำให้ที พี่ไม่ทีพี่อายคนอื่น เราก็แบบโอเคๆ ก็เลยลุกขึ้นยอมรำให้แต่ว่าไม่ได้รำเป็นอะไรหรอกนะได้แค่ตั้งมือยกแขนขึ้นรำไปมา แต่ว่ามันก็ไม่ง่ายขนาดนั้นจู่ๆเราก็รู้สึกว่ามีมือมาจับที่มือเรา จับดัดมือดัดแขนดัดขาเราเลยซึ่งค่อนข้างรู้สึกเจ็บๆ แล้วก็พูดใส่หูเราดังๆว่า

‘กูไม่เอารำ กุจะเอามันรำ!! ‘ แล้วเราก็หยุดรำไปเพราะคิดว่าไม่ไหวนี่มันเกินกว่าตัวเราด้วยซ้ำ เราเลยบอกพี่สาวว่า
“เขาไม่ยอม เขาจะให้พี่รำ เพราะพี่เป็นคนกระทำไม่ใช่หนู”

พี่สาวก็ไม่ลูกเดียวไม่ว่ายังไงเขาก็จะไม่รำ แล้ววันนั้นภารกิจขอขมาก็ล่มเพราะพี่สาวไม่ยอมรำและไอ้ทีก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะพี่สาวมันไม่เอาลูกเดียว หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ถัดมา จู่ๆกลางดึกไอ้ทีก็โทรมาหาเราว่าพี่สาวหายออกจากบ้านไป ไอ้เราก็ตกใจพี่เขาจะหายไปได้ไง ไอ้ทีมันก็บอกไม่รู้จู่ๆก็หายไปเลยประตูบ้านเปิดทิ้งไว้

หลังจากไอ้ทีวางสายเราก็รู้สึกกังวลนิดหน่อยแต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องของเราหวังว่าจะตามหาเจอเร็วๆ ช่วงเวลา6โมงเช้า ก็มีลุงยามคนนึงเดินมาที่ตึกประถมเด็กโตมาเพื่อไขกุญแจเปิดตึก ลุงยามเดินผ่านห้องนาฏศิลป์เพื่อที่จะไปเปิดประตูอีกฝั่ง ตอนที่เดินผ่านแกก็รู้สึกถึงไอเย็นของเครื่องปรับอากาศ แล้วแกก็เลยหันมองเข้าไปในห้องนาฏศิลป์

“เฮ้ย!!”
แกเห็นเด็กคนนึงสวมชฏาอยู่บนหัวแล้วนอนหงายอยู่ในท่าสะพานโค้ง หัวยันกับพื้นไว้ แขนขาหักบิดงอ กระดูกเข่าแทงออกมาจากผิวหนัง ข้อมือถูกบิดนิ้วหักเบี้ยวไปผิดทิศผิดทางเลือดไหลนองเต็มพื้นห้อง สองแขนยกขึ้นศอกยันพื้นสองมือประกบกันเหมือนพนมมือ หน้าหันไปทางโต๊ะหัวโขน ตาเหลือก ปากขยับพึมพำว่า
“ขอโทษค่ะ หนูขอโทษ หนูจะไม่ทำอีกแล้ว… ”

ลุงยามเห็นจึงโทรเรียกรถพยาบาลมา พอแม่พี่สาวทราบข่าวก็เลยรีบไปโรงพยาบาลพี่สาวยังอยู่ในอาการช็อคก็เลยไม่สามารถเล่าอะไรได้ ส่วนเราก็มารู้จากไอ้ทีอีกทีเรื่องที่เจอพี่สาวในห้องนาฎศิลป์ เขาคงเอาคืนทั้งต้นทั้งดอกที่พี่สาวไม่ยอมมาขอขมาดีๆสักที หลังจากเหตุการ์ณนั้นพี่สาวก็ไม่มาโรงเรียนหลายเดือนเพราะแขนขานิ้วหักหมดต้องใช้เวลารักษา
เรื่องก็มีเท่านี้และล่ะค่ะ สิ่งของบางอย่างถ้าเกิดมันมีครูก็ไม่ควรเอามาเล่นเพราะว่าของเหล่านั้นอาจจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งลึกลับอาศัยอยู่ก็ได้ ให้เรื่องของเป็นอีกนึงกรณีไว้เป็นเครื่องเตือนใจนะค่ะ ไว้คราวหน้าหน้าจะมาเล่าเป็นเรื่องย่อยๆที่ไปผจญโชคกับเพื่อนมา และเรื่องสั้นๆที่พบเจอมาบ้างไม่ได้ร้ายแรงเท่าไร

You might also like